Post Image

Visual Culture

วารสารสื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ
ฉบับที่ 2 ในหัวข้อ “Visual Culture”
เนื้อหา ประกอบด้วย

บทบรรณาธิการ วัฒนธรรมการทัศนา: สายตา – เทคโนโลยี – การจัดแสดง และการมองหาเรื่อง
ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ

เทคโนโลยีการทำแผนที่ในยุคสงครามเย็นกับกำเนิดของแผนที่สมัยใหม่ของชาติในประเทศไทย
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

ห้องเรียนของชาติบทเรียนชาวกรุง : บทวิพากษ์การเล่าเรื่องและเรื่องเล่าในนิทรรศการเรียงความประเทศไทย ของมิวเซียมสยาม
เมธาวี โหละสุต

เล่าปฏิวัติ อนุสรณ์สถานซุยยัตเซนหนานยางบนเส้นทางความสัมพันธ์สิงคโปร์ – จีน
ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

โครงการศิลปินแห่งชาติ (ไทย): ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของชุดความคิดและปัญหา
อาทิตย์ มูลสาร

View from above: เทคโนโลยีการมองและการเขียนชีวิตหมู่บ้านในแผนที่ บทแนะนำหนังสือ แผนที่สร้างชาติ: รัฐประชาชาติกับการทำแผนที่หมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น (2560)
ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ

The Divine Eye and the Diaspora
สุริยา คำหว่าน

White god (2014) โอ้พระเจ้า…เราเท่ากันในนามของสัต(ว์)?
บทวิเคราะห์ being-in-the-world สู่ being-in-the-earth
ศุภณัฐ แสงอรุณฉาย
ภาพประกอบโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ

 

รายละเอียดและลิงค์สำหรับสั่งจอง::
https://goo.gl/forms/wUFsspqZOT8G98nF3
————————————————————————————————————————————–

บทบรรณาธิการประจำเล่ม

วัฒนธรรมการทัศนา: สายตา – เทคโนโลยี – การจัดแสดง และการมองหาเรื่อง

วัฒนธรรมการทัศนา: สายตา
ปัญหาประการหนึ่งของการกำหนดคุณค่าและความหมายของทัศนศิลป์ (Visual Arts) ก็คือทัศนะที่ลุ่มหลงในตำแหน่งแห่งที่ อันตรงข้ามกับการค้นหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของตนเอง ผ่านการพยายามพรรณนาความรู้สึกนานาชนิด ความคิดเช่นนี้นับว่าเป็นสำนึกที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง เพราะโดยเนื้อแท้ การทำงานด้านทัศนศิลป์คือมรดกของยุคแสงสว่างทางปัญญาและมีญาณวิทยาในการเข้าถึงความจริงไม่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับดวงตาและสภาวะการมองเห็นเป็นศูนย์กลางในการรับรู้โลก (Ocularcentrism) ทัศนศิลป์ได้มอบให้การมองเห็นเป็นประจักษ์พยานสำคัญในการดำรงอยู่ของงานศิลปะมากกว่าผัสสะประเภทอื่น พันธกิจในการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการนำเสนอวิธีคิดให้ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านวิถีแห่งการมอง

 

พิจารณาในแง่นี้ งานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ถูกคุมขังอยู่ภายในคุกของดวงตา ผลงานศิลปะจึงเป็นได้เพียงวัตถุวิสัยที่ถูกจับจ้อง
ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา การปลดปล่อยศิลปะจากพันธนาการดังกล่าว เป็นสิ่งที่ศิลปินและนักวิชาการให้ความสำคัญ ท่ามกลางการเติบโตของกระแสความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการทัศนา (Visual Culture) นิโคลาส เมียร์ซฟ (Nicholas Mirzoeff) นักทฤษฏีทางด้านวัฒนธรรมการทัศนา จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค มีความเห็นว่า การถือกำเนิดขึ้นของแนวความคิดนี้วางบนพื้นฐานสังคมซึ่งให้ความสำคัญกับการมองเห็นในฐานประสบการณ์ของมนุษย์ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการใช้สายตาและการทำให้สิ่งซึ่งเป็นนามธรรมปรากฏเป็นรูปทรงมองเห็นได้ โดยเฉพาะในสังคมอุตสาหกรรมและในยุคหลังอุตสาหกรรม ซึ่งผู้คนล้วนมีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมการทัศนาอย่างเข้มข้น ทว่า พวกเรากลับไม่ได้ตระหนักถึงการรับรู้ความจริงของโลกใบนี้ผ่านการมองเห็น แนวคิดวัฒนธรรมการทัศนากำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้การท้าทายของกระแสคิดหลังความทันสมัย ซึ่งได้ตั้งคำถามและสะสางคำอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยความคิดสมัยใหม่นิยม (Modernism) และสภาวะความทันสมัย (Modernity) แนวคิดวัฒนธรรมการทัศนาจึงได้รับความสำคัญและปรากฏตัวขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของ Visual turn หรือ การหันไปให้ความสำคัญกับการมองและใช้สายตา (Mirzoeff 1998)

 

ในสังคมสมัยใหม่ การมองเห็นถือเป็นผัสสะหลักในการสร้างประสบการณ์ทางสังคมและเวทีของการครอบงำทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้น ผู้คนล้วนสร้างและถูกสร้างการจดจำทางสังคมผ่านการมองในชีวิตประจำวันอันเต็มไปด้วยการจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมของอาคารสถานที่, แผ่นป้ายโฆษณา, ร้านขายของข้างทาง, การแต่งกายของผู้คน, การแสดงในพิพิธภัณฑ์, ตลอดจนการนำเสนอข่าวทั้งในพระราชสำนักและข่าวชาวบ้านร้านตลาด ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ผู้ศึกษาวัฒนธรรมการทัศนาสนใจคือ นัยทางการเมืองของสิ่งที่ปรากฏ (Presence) และ ไม่ปรากฏ (Absence) โดยเฉพาะอย่างหลังซึ่งไม่อาจใช้ดวงตาสำรวจอย่างถ้วนทั่วได้

 

จอห์น เบอร์เจอร์ (John Berger, 1926 – 2017) ศิลปิน, นักเขียน, และนักวิจารณ์ศิลปะชาวอังกฤษได้เตือนประเด็นปัญหาของการใช้ดวงตารับรู้ความจริงของโลกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า วิถีแห่งการมองของคนเรามักเชื่อมโยงและเป็นผลจากความเชื่อและอุดมการณ์ต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังสายตาของเรา ดังนั้น ตัวตนของพวกเราจึงดำรงอยู่ในความสัมพันธ์กับวัตถุหรือสิ่งของต่างๆ ที่เกิดจากการมองเห็นแทบทั้งสิ้น ความยอกย้อนภายใต้โลกของการใช้ดวงตาก็คือ ในขณะที่พวกเรากำลังใช้ดวงตาสำรวจและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกใบนี้ พวกเราเองก็ล้วนถูกมองเห็นและสำรวจจากสายตาคู่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน การผสมผสานระหว่างดวงตาของผู้อื่นและดวงตาของพวกเราจึงจะเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันถึงการมีตัวตนของเราในฐานะส่วนหนึ่งของโลกที่เรียกว่า Visible World

 

สำหรับเขา ดวงตาจึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของการรับรู้โลก ดวงตาเป็นดั่งจุดที่ทำให้สรรพสิ่งอันตรธานไปพร้อมกับการแปลงรูปออกมาเป็นความคิดและถ้อยคำ ดังที่เขาระบุไว้ว่า Seeing comes before words.

 

พิจารณาจากฐานคิดของเบอร์เจอร์ เราอาจเข้าใจได้ว่า การผลิตงานศิลปะแทบทุกชิ้นมักเน้นการสร้างความเร้นลับ (Mystify) ในความหมายของความยากในการตีความมากกว่าการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา นักวิจารณ์ศิลปะจำนวนมากจึงต้องอาศัยทั้งแนวคิด, ความเข้าใจทางวัฒนธรรม และบริบททางประวัติศาสตร์เข้ามามีส่วนช่วยในการตีความรหัสทางความคิด ซึ่งซ่อนในภาพ, รหัสหมาย, และสัญลักษณ์ต่างๆ ทว่า นั่นก็มิได้หมายความว่า การผลิตงานศิลปะที่เรียบง่ายหรือวัตถุอื่นๆ ที่มีความแจ่มชัดในการสื่อสาร (Clarify) จะปราศจากนัยสำคัญ วัตถุเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่อาจซ่อนตัวในความซับซ้อนได้อย่างแยบยลกว่า การมองเห็นและเข้าใจวัตถุรอบข้างและสามารถใช้สอยมันได้ เหล่านี้จำต้องเข้าใจถึง “ดวงตาร่วม” หรือ Collective eyes ที่คนในสังคมมีร่วมกัน การมองเห็นหรือการรับรู้ความจริงของโลกผ่านดวงตาจึงมีลักษณะของการปล่อยให้อุดมการณ์, ความเชื่อ, ตลอดจนกฎระเบียบและอำนาจประเภทต่างๆ ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านการมองเห็น

 

วัฒนธรรมการทัศนา: เทคโนโลยี
หลายต่อหลายครั้งทีเดียวที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นที่วัฒนธรรมการทัศนาให้ความสนใจ โดยเฉพาะการจำกัดกรอบอยู่ใน Visible world แท้จริงแล้ว ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเข้าถึง Invisible world ซึ่งตาเนื้อเองไม่มีศักยภาพเพียงพอ บทบาทของเทคโนโลยีด้านภาพ (Visual technology) มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการทำให้มองเห็น (Visualization) ไม่ว่าจะเป็นการแปลงความคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมหรือกระบวนการแปลงสิ่งที่ไม่อาจเห็นด้วยตาเปล่าให้เกิดเป็นภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในแง่นี้เห็นจะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งสามารถฉายรังสีเข้าสู่ร่างกายของคนเราและสามารถทำให้เห็นภาพอวัยวะภายใน, การใช้กล้องถ่ายรูปซึ่งพัฒนาการจากยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล และความเป็นจริงเสมือน (Virtual reality) ขึ้นมาในโลกออนไลน์ และโปรแกรมฝึกทหารในกองทัพก่อนที่จะส่งไปรบจริง สิ่งเหล่านี้มิได้บอกแค่ว่าวัฒนธรรมการทัศนาคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา หากมันเป็นชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว

 

การทำความเข้าใจนัยสำคัญของเทคโนโลยีต่อการประเมินคุณค่าทางศิลปะ ตลอดจนการมองในชีวิตประจำวันของเรา เบอร์เจอร์ (Berger) ได้เริ่มต้นใช้คำว่า ตาจักรกล (Mechanical eye) เพื่อเรียกการทำงานของกล้องถ่ายภาพซึ่งทำงานแทนดวงตาของมนุษย์ในการรับรู้ความจริงโลก ประดิษฐกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของโลกสมัยใหม่อย่างกล้องถ่ายภาพนี้เองได้เปลี่ยนแปลงวิถีแห่งการมองของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มุมมอง (Perspective) ที่ถูกจัดวางด้วยการถ่ายภาพมีความแตกต่างจากมุมมองในการชื่นชมงานศิลปะประเภทภาพเขียนหรือภาพวาดชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรและนำเสนอเฉพาะจุด ตลอดจนความสามารถในการนั่งชมผลงานเหล่านั้นภายในบ้านผ่านโทรทัศน์และภาพถ่ายโดยไม่จำเป็นต้องไปดูยังสถานที่จริง

 

ตาจักรกล นี้เองได้ทำลายความเป็นต้นฉบับที่แท้จริงลงไปให้กลายเป็น ‘ความเป็นต้นฉบับแห่งการผลิตซ้ำ’ (The original of a reproduction) งานทางศิลปะจึงไม่ได้ตั้งตระหง่าน ยืนยันความจริงแท้ทางความคิดของศิลปินเพียงหนึ่งเดียว หากความจริงแท้นั้นสามารถถูกหั่นเฉือนและทำให้แตกกระจายเพื่อนำไปประกอบสร้างเป็นความจริงและความเป็นต้นฉบับในลักษณะอื่นๆ การทำงานประเภทที่ใช้ ตาจักรกล นี้อาจพบได้อย่างเด่นชัดที่สุดในการทำงานของช่างภาพและกระบวนการถ่ายทำสารคดี ตลอดจนการใช้กล้องมือถือแบบสมาร์ทโฟนของคนในยุคปัจจุบัน เหล่านี้ล้วนเป็นงานศิลปะที่แตกตัวออกจากการควบคุมบงการของศิลปินในลักษณะเดิม

 

แน่นอน ความคิดของเบอร์เจอร์ วางบนพื้นฐานของแนวความคิดของวอลเตอร์ เบนยามิน (Walter Benjamin, 1892 – 1940) โดยเฉพาะในข้อเขียนเรื่อง งานศิลปะในยุคสมัยแห่งการผลิตซ้ำเชิงจักรกล (The work of art in the age of mechanical reproduction) งานของทั้งสองคนมุ่งเน้นวิจารณ์งานศิลปะภายใต้บริบทของความทันสมัย ทว่า เบื้องหลังของแนวคิดดังกล่าวก็คือการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำให้มองเห็น (Visualizing / Visualization) อันเป็นบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี

 

ในแง่นี้ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวเยอรมันได้ให้ความสำคัญเช่นกัน ไฮเดกเกอร์เรียกกระบวนการนี้ว่า ภาพโลก (World picture) สำหรับเขา ภาพโลก ไม่ได้หมายถึงภาพของโลกแต่เป็นโลกที่ถูกรับรู้และทำให้ทะลุปรุโปร่งในฐานะภาพ เขาเห็นว่าการรับรู้ ภาพโลก นี้มีมาตั้งแต่ก่อนยุคกลาง แต่มันได้ถูกทำให้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในยุคสมัยใหม่ (Heidegger 1977: 130) เราอาจเข้าใจได้ว่าวัฒนธรรมการทัศนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความโน้มเอียงของความทันสมัยที่มีต่อภาพหรือกระบวนการทำให้เกิดภาพ บทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างสุดขั้วกับโลกในยุคโบราณและในยุคกลาง ซึ่งโลกนั้นถูกรับรู้ความจริงผ่านหนังสือหรือภาพวาด ทว่า กระบวนการทำให้มองเห็นผ่านเทคโนโลยีต่างๆ นับตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา กลับทำให้เราเห็นความจริงที่ต่างออกไป สิ่งเหล่านี้มิใช่ประเด็นของภาพตัวแทน (Representation) ตามความคิดทางสัญศาสตร์ หากเป็นความจริงของโลกที่ถูกรับรู้และส่งอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับวัตถุหรือธรรมชาติรอบตัว

 

ในวารสารเล่มนี้ บทความของเก่งกิจ กิติเรียงลาภ ในหัวข้อ เทคโนโลยีการทำแผนที่ในยุคสงครามเย็นกับการกำเนิดของแผนที่สมัยใหม่ของชาติในประเทศไทย นับว่าเป็นบทความที่ตั้งคำถามกับการสร้างชาติผ่าน “ภาพเสมือน” (Visual image) อย่างแผนที่ในยุคสงครามเย็นได้อย่างน่าสนใจ แผนที่ในยุคนี้มีความแตกต่างจากแผนที่ในเชิงจารีตและแผนที่ทางการทหารในยุคก่อน เนื่องจากเป็นส่วนผสมของเทคโนโลยีการบินและเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ตลอดจนการดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่สมัยใหม่ ผลลัพท์ที่ได้คือแผนที่ซึ่งสร้างจากมุมสูงและครอบคลุมทุกอัตราส่วนตามที่ระวางไว้บนแผ่นกระดาษ ดวงตาจักรกลของแผนที่ในยุคสงครามเย็นนี่เองที่ได้สร้างการรับรู้ภาพโลก (ในกรณีนี้คือประเทศไทย) ขึ้นมาใหม่ ช่องว่างซึ่งเกิดขึ้นจากการตัดกันของเส้นรุ้งและแวง จึงเป็นดั่งพื้นที่ว่างซึ่งรอการแต่งเติมโดยสำรวจบนภาคพื้นดิน โดยเฉพาะการทำงานของนักมานุษยวิทยาซึ่งเดินทางเข้ามาสำรวจกลุ่มชนต่างๆ ในบริเวณภาคเหนือของไทย ซึ่งถือเอาแผนที่หรือภาพเสมือนดังกล่าวเป็นดั่งแผนที่นำทางและขอบเขตในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

 

แผนที่คือภาพเสมือนประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากกระบวนการทำให้มองเห็น (Visualization) ทั้งยังมีลักษณะของความเป็นต้นฉบับซึ่งถูกผลิตซ้ำเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งในแบบเรียน, ระบบการศึกษา, และการเมืองการทหาร ชาติที่ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องในแผนที่ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็นนี้เองจึงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับรัฐและชาติของไทยในระดับสามัญชนหรือคนทั่วไป การศึกษาของเก่งกิจจึงสร้างข้อถกเถียงกับงานของธงชัย วินิจจะกูลในเรื่อง กำเนิดสยามจากแผนที่ฯ (2556) ซึ่งเน้นชาติและความเป็นไทยของชนชั้นนำ ได้อย่างน่าสนใจ

 

วัฒนธรรมการทัศนา: การจัดแสดง
ภาพเสมือนอันเกิดจากกระบวนการทำงานของเทคโนโลยี ไม่ได้มีความหมายของ “ตัวกลาง” ในการถ่ายเทข้อมูลข่าวสารและวัฒนธรรมมวลชน ทว่ามันได้มอบความฉับไวในเชิงผัสสะ (Sensual immediacy) ในลักษณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ (Print media) ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากองค์ประกอบในการสร้างจินตภาพของการมองเห็นนั้นมีความแตกต่างไปจากการสร้างตัวบท (Text) อย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้สามารถพบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวันซึ่งแวดล้อมไปด้วยสื่อโฆษณา, การออกแบบ ตลอดจนสื่อซึ่งสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้อย่างใกล้ชิด (Interactive media) ชีวิตประจำวันของเราจึงไม่ต่างไปจากการอยู่ในโถงจัดแสดงขนาดใหญ่ ซึ่งเน้นการสร้างความตื่นตระการตา (Spectacle) ให้กับสัมพันธภาพของผู้ชม (Spectatorship) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ ตาจักรกล และ ภาพโลก มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอาจเป็นพื้นที่ทางการหรือพื้นที่สาธารณะเชิงสถาบันซึ่งเรามิอาจมองข้ามไปได้

 

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ ได้เขียนบทความเรื่อง เล่าปฏิวัติ: อนุสรณ์-สถานซุนยัตเซนหนานหยางบนเส้นทางความสัมพันธ์สิงค์โปร์ – จีน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศสิงค์โปร์ ประเทศซึ่งนับว่ามีประวัติศาสตร์และอายุน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการศึกษาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อนุสรณ์สถานนี้นับว่าเป็นพื้นที่สาธารณะเชิงสถาบันซึ่งเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของตนเอง เบื้องหลังการดำเนินการคือความพยายามยึดโยงประวัติศาสตร์ของตนเองในฐานะชาวจีนโพ้นทะเลเข้าไปสู่การปฏิวัติของซุนยัดเซนในแผ่นดินใหญ่ ผ่านเรื่องเล่าและการเดินทางมาถึงของเขาในเกาะสิงค์โปร์ ภายในอนุสรณ์สถานมุ่งเน้นการจัดแสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวย มั่งคั่ง และเปี่ยมอุดมการณ์ที่มีต่อแผ่นดินแม่ (แผ่นดินใหญ่) ของคนจีนในสิงค์โปร์ ผ่านการติดตั้งเรือนเปอรานากัน, ข้าวของเครื่องใช้, เอกสารทางประวัติศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้คือสื่อที่เน้นปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ชม ภายใต้วลีสำคัญที่ว่า “จีนโพ้นทะเล-ต้นธารการปฏิวัติ”

 

แน่นอน สัมพันธภาพของผู้ชมที่มีต่อตัวนิทรรศการหรือการจัดแสดงนั้น มิได้เกิดขึ้นผ่านความวูบวาบตระการตาเพียงอย่างเดียว ความฉับไวในเชิงผัสสะอาจเกิดขึ้นได้กับตัวบท (Text) เช่นเดียวกัน หากตัวบทนั้นๆ มีกลวิธีในการผูกเรื่องและสร้างความตื่นตะลึงให้กับการจัดแสดง

 

บทความของเมธาวี โหละสุต เรื่อง ห้องเรียนของชาติบทเรียนชาวกรุง: บทวิพากษ์การเล่าเรื่องและเรื่องเล่าในนิทรรศการ ‘เรียงความประเทศไทย’ ของมิวเซียมสยาม เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับตัวบท ฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทัศนา เมธาวีพิจารณานิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ในภาพรวมนี้ในฐานะตัวบท (Museum as a text) ซึ่งมีองค์ประกอบของการประพันธ์ กลวิธีในการเล่าเรื่อง และสร้างเรื่องเล่า เขาจึงอ่านนิทรรศการเรียงความประเทศไทยผ่านโครงสร้างของเรื่องเล่าและตำแหน่งแห่งที่ของเสียงเล่า ซึ่งทำให้การอ่านชาติไทยและความเป็นไทยมีความแตกต่างออกไปจากงานศึกษาในประเภทเดียวกัน เมธาวีเห็นว่าคำบรรยายและวัตถุจัดแสดงและภาพในนิทรรศการมีความสัมพันธ์กันและได้สร้างภาพความเป็นไทยขึ้นมาใหม่ในโลกของผู้ชม และเพื่อให้ผู้ชมได้ถ่ายรูปบันทึกเก็บไว้อีกรอบ โดยเฉพาะความเป็นไทยในฐานะที่มีลักษณะผสมผสานและวัฒนธรรมมวลชน ราวกับว่านิทรรศการแห่งนี้เป็นภาพจำลองของภาพจำลอง (Simulacra) ตามคำนิยามของโบดริยาร์ด (Jean Baudrillard)

 

พิจารณาบทความของชีวสิทธิ์และเมธาวีร่วมกัน เราอาจเห็นภาพของการจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะเชิงสถาบัน ฐานะที่เป็น นิเวศวิทยา-ผัสสะ (Sensory ecology) ประเภทหนึ่ง นิเวศวิทยาผัสสะนี้หมายถึงอาณาบริเวณซึ่งมุ่งเน้นการรับรู้ความจริงของโลกหรือสภาพแวดล้อมผ่านการทำงานของประสบการณ์ทางร่างกายเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการมอง, การได้ยิน, การดมกลิ่น, การสัมผัส, และการลิ้มชิมรส สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ทว่ามันกลับทวีความเข้มข้นมากขึ้นภายในห้องจัดแสดงซึ่งถูกจัดการและควบคุมเรื่องเล่าเป็นอย่างดี ในบทความทั้งสองทำให้เราตระหนักถึงอิทธิพลของการรับรู้ความจริงผ่านการมองเห็นเป็นสำคัญไม่ว่าในความหมายของการชมภาพและการอ่าน

 

หากการจัดแสดงในนิทรรศการคือการพยายามสร้างภาพโลกขึ้นมาใหม่ผ่านวิถีแห่งการมองซึ่งเกิดจากการใช้ตาจักรกลจำนวนมากมาประกอบภาพเข้าด้วยกัน อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสัมพันธภาพของผู้ชม?

 

วัฒนธรรมการทัศนา: การมองหาเรื่อง
ประเด็นสำคัญของการศึกษาวัฒนธรรมการทัศนาก็คือ การมองหาเรื่อง การมองในลักษณะนี้มิใช่การค้นหาเรื่องราวหรือสร้างความยียวน ทว่า มันคือ การมองในฐานของการวิพากษ์วิจารณ์ (Visual as critique) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามถึงการไหลเวียนของการมองเห็น (Visual scape) ซึ่งไม่ได้มีแต่ภาพเท่านั้น แต่ยังมีกฎระเบียบ, แบบแผน, วาทกรรม, และโครงสร้างอำนาจประเภทต่างๆ ไหลเวียนเข้าสู่ดวงตาของเราด้วยเช่นกัน สัมพันธภาพของผู้ชมจึงมิได้วางบนพื้นฐานของสุนทรียศาสตร์หรือการรับรู้ด้วยภาพโดยทั่วไป ทว่า การมองเห็นยังเป็นช่องทางสำคัญในการรับเอาชุดอุดมการณ์เข้ามาสู่สำนึกและการรับรู้ของเราด้วย

 

บทความของอาทิตย์ มูลสาร เรื่อง โครงการศิลปินแห่งชาติ (ไทย): ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของชุดความคิดและปัญหา นับเป็นการพยายามบุกเบิกและรวบคำสำคัญอย่าง “ศิลปิน” และ “แห่งชาติ” ไว้ด้วยกัน อาทิตย์เริ่มต้นตั้งคำถามถึงคุณค่าและความหมายของศิลปวัฒนธรรมในสังคมไทย โดยเฉพาะการพยายามสถาปนา “ศิลปะไทย” ขึ้นผ่านบริบทของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการเปลี่ยนผ่านจากสยามมาสู่ไทย เราจึงเห็นภาพของศิลปะในฐานะเครื่องมือและกลไกทางอุดมการณ์ในการหล่อเลี้ยงชาติและความเป็นไทยมาอย่างเงียบๆ กระทั่ง โครงการศิลปินแห่งชาติเริ่มดำเนินการขึ้นในปี 2527 ศิลปะและศิลปินจึงเริ่มถูกทำให้กลายเป็นสถาบันอย่างเป็นทางการ ประกอบไปด้วยกฎระเบียบมากมาย ควบคู่กับความหมายในเชิงศีลธรรม “แห่งชาติ” ในความหมายนี้ยังมีนัยของการควบคุม “ท้องถิ่น” ให้ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางอีกด้วย

 

แม้อาทิตย์จะไม่ได้ปะทะกับปัญหาและการทำงานในเชิงวัฒนธรรมการทัศนาโดยตรง ทว่าบทความของเขาทำให้เราเห็นว่าท่ามกลางการชื่นชมความงามและการประเมินคุณค่าทางศิลปะนั้น ชาติคือสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังแต่แทบไม่ปรากฏ (Absence) ให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตาของเราจึงเป็นแหล่งรับอุดมการณ์และรับเอาวิธีการกล่อมเกลาทางสังคมและวัฒนธรรมเข้ามาโดยตรง

 

แน่นอน การวิพากษ์วิจารณ์ในการศึกษาด้านวัฒนธรรมการทัศนานั้นย่อมวางบนฐานของการใช้สายตาในการมองเห็นเช่นเดียวกัน บทแนะนำหนังสือเล่มล่าสุดของเก่งกิจ กิติเรียงลาภ เรื่อง แผนที่สร้างชาติ:รัฐประชาชาติกับการทำแผนที่หมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น ศรยุทธ ผู้เขียนได้เห็นว่าเก่งกิจประสบความสำเร็จในแง่ของการตั้งโจทย์ถึงกระบวนการสร้างชาติสมัยใหม่ผ่านแผนที่ซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการสร้างชาติให้เกิดเป็นภาพและมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด แผนที่ในความหมายนี้เองจึงสามารถเป็นได้ทั้งงานศิลปะ (The work of art) และเทคโนโลยีแห่งอำนาจ (Technology of power) อันมีส่วนทำให้คนจินตนาการถึงชาติได้อย่างเป็นรูป (Image) และร่าง (Body) ได้อย่างถ้วนทั่ว

 

นอกจากชาติแล้ว ศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการมองหรือดวงตาที่ผู้คนใช้รับรู้โลก สุริยา คำหว่าน ได้ทำการแนะนำหนังสือเรื่อง The Divine eye and the Diaspora ซึ่งเขียนขึ้นโดย เจเนต ฮอสกินส์ (Janet Hoskins) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย สถาบันการศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านการผลิตสื่อวีดิทัศน์ สุริยาเล่าว่า งานศึกษาชิ้นนี้มุ่งเน้นทำความเข้าใจการปรากฏตัวขึ้นของศาสนากาวด่าย ซึ่งมีต้นกำเนิดจากทางใต้ของเวียดนามแต่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชนเวียดนามอพยพและพลัดถิ่น ในงานศึกษานี้เจเนต ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของ “ดวงเนตรแห่งสวรรค์” ซึ่งมิได้ถูกใช้ในความเชื่อพื้นถิ่นเพียงอย่างเดียว ทว่าได้ถูกปรับประยุกต์ไปสู่บริบทของการท่องเที่ยวของชาวตะวันตกในเวียดนามและการเผยแพร่ศาสนาจากเวียดนามไปสู่ต่างแดนอีกด้วย

 

งานแนะนำหนังสือสองเล่มนี้ เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของถ้อยคำที่เรียบง่ายก็คือ “ผู้คนล้วนเลือกที่จะเห็นในสิ่งที่ตนเองเชื่อและคิด”
วารสารเล่มนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับงานเขียนคุณภาพจากนักศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีอีกด้วย ศุภณัฐ แสงอรุณฉาย บัณฑิตใหม่ของภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ส่งบทความเรื่อง White God (2014) โอ้พระเจ้า… เราเท่ากันในนามของสัต(ว์) บทความนี้เป็นผลผลิตจากการเรียนในวิชาสังคมวิทยาว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เลือกทำรายงานในหัวข้อที่ตนเองสนใจ ศุภณัฐวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง White God ผ่านการตั้งคำถามในเชิงญานวิทยาในความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ การวิเคราะห์เช่นนี้คือส่วนหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการทัศนาเติบโตและแตกแขนงออกไปในฐานะการใช้ภาพและสื่อประเภทต่างๆ ในฐานะหน่วยในการวิเคราะห์

 

ส่งท้าย

 

ในเชิงภววิทยา (Ontology) ของสังคมสมัยใหม่ ดวงตา, การมองเห็น, และการถูกเห็นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันการดำรงอยู่ (Existence) สัตตะ (Being) และการกลายเป็น (Becoming) ของมนุษย์ นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้วัฒนธรรมการทัศนาเป็นสิ่งที่สำคัญ การให้ความสำคัญกับดวงตาและสภาวะการมองเห็นเป็นศูนย์กลางในการรับรู้โลก (Ocularcentrism) คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดกระบวนการแยกสังคมสมัยใหม่ออกจากพัฒนาการทางสังคมก่อนหน้า หรือใช้สำหรับทำความเข้าใจภาวการณ์เหลื่อมซ้อน (Overlapping) ของสังคมในยุคหลังความทันสมัยที่สายตาและการมองเห็นกลายเป็นลักษณาการหนึ่งของการใช้อำนาจและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

 

วัฒนธรรมการทัศนาในโลกวิชาการตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นในฝั่งอังกฤษ, อเมริกา และยุโรปล้วนเติบโตขึ้นมาในช่วง ค.ศ. 1990 ระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาได้ ทำให้วัฒนธรรมการทัศนาแตกแขนงและถูกวิพากษ์วิจารณ์จนการศึกษาในเรื่องนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปและไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป นักวิชาการซึ่งเคยเขียนงานด้านวัฒนธรรมการทัศนาจำนวนไม่น้อยได้ขยับประเด็นทางแนวคิดและต่อยอดไปในส่วนของ ผัสสะศึกษา (Sensory studies), วัฒนธรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี (Digital and technological culture), และประสาทวิทยา (Neuroscience) บางกลุ่มได้ขยับประเด็นทางวัฒนธรรมการทัศนาไปร่วมทำงานกับแนวทางการศึกษากลุ่มประเทศหลังอาณานิคม หลักสูตรการเรียนการสอนด้านวัฒนธรรมการทัศนาหลายมหาวิทยาลัยได้ต่อสู้เพื่อเปิดหลักสูตรซึ่งสามารถส่งวิทยา-นิพนธ์ในระดับปริญญาโทและเอกในรูปแบบของสื่อวีดิทัศน์, นิทรรศการ รวมไปถึงสื่อในเชิงภาพอื่นๆ ควบคู่กับการส่งรูปเล่มที่เป็นตัวบท ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันศักยภาพของการใช้สื่อในเชิงภาพที่ข้ามพ้นข้อจำกัดของสื่อในลักษณะตัวบท

 

สำหรับในประเทศไทย แม้จะมีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ใช้แนวคิดอันคาบเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทัศนา ทว่า เรายังขาดงานศึกษาในเชิงแนวคิดและกระบวนการนำเอาแนวคิดดังกล่าวไปศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปัญหาในแง่นี้มิได้เกิดขึ้นกับสาขาวิชาที่ทำงานด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานศึกษาทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, ประวัติศาสตร์, และรัฐศาสตร์ วารสารฉบับนี้มิได้มีจุดมุ่งหมายในการบุกเบิกแนวคิดดังกล่าว แต่มีวัตถุประสงค์สำคัญในการกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายในการค้นหาความรู้และสร้างความจริงขึ้นมาในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้และการเติบโตทางปัญญา

 

หวังว่าผู้อ่านคงได้เห็นบางสิ่งจากวารสารเล่มนี้…

 

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
บรรณาธิการ

 

อ้างอิง
Benjamin, Walter. The work of art in the age of mechanical reproduction. Prism Key Press. 2010.
Berger, John. Way of Seeing. British Broadcasting Corporation and Penguin Book. 1972.
Heidegger, Martin. The question concerning technology and other essays. Translated with the introduction by William
Lovitt. New York and London. Garland and Publishing. 1977.
Mirzoeff, Nicholas. The Visual Culture Reader. London and New York. Routledge. 1998.